|
บรรหาร เห็นใจ พล.อ.ศิรินทร์ต้องมารับเคราะห์ทั้งๆที่ไม่ได้ทำผิด

กรุงเทพฯ ๘ ก.ค.- บรรหาร ศิลปอาชา แสดงความเห็นใจ ประธาน กกต.ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากระบวนการสรรหาไม่ถูกต้อง ทั้งๆที่ไม่ได้ทำผิดอะไร พร้อมเรียกร้องให้กรรมการสรรหากกต. ชี้แจงว่า ขั้นตอนการสรรหาถูกต้องหรือไม่อย่างไร ขณะเดียวกันต่อไปนี้วุฒิสภาวุฒิสภาต้องลงในรายละเอียดด้วยว่า วิธีการสรรหาถูกต้องหรือไม่ แนะหากมีข้อบกพร่องหรือช่องโหว่ที่รัฐธรรมนูญก็ต้องแก้ไข โดยทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบร่วมกัน ด้าน ครป.เรียกร้องประธานวุฒิสภาให้รับผิดชอบ โดยยื่นศาลรธน.วินิจฉัยตีความสถานภาพ ๔ กกต.ด้วยตนเองพร้อมตำหนิที่ประชุมใหญ่อธิการบดีที่ไม่ให้เกียรติรัฐธรรมนูญ
นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่ากระบวนการสรรหากรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญว่า เท่าที่ดูรายชื่อคณะกรรมการสรรหา กกต.แต่ละคนแล้ว ล้วนมีศักยภาพและมีวุฒิภาวะทางการเมืองทั้งสิ้น ส่วนประเด็นที่ว่า กระบวนการสรรหาไม่ถูกต้อง นั้นต้องไปดูว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ซึ่งอยากจะบอกในภาพกว้างๆว่า รัฐธรรมนูญกำหนดวิธีการสรรหาไว้อย่างหยาบๆ โดยวิธีการอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง หากระบุว่ากระบวนการสรรหาผิด คณะกรรมการสรรหาควรออกมาระบุว่า ขั้นตอนการสรรหาถูกต้องหรือไม่ ซึ่งหากผิดพลาด มีจุดใดที่ผิดและผิดอย่างไร และคงต้องโยงไปถึงวุฒิสภาด้วย ทั้งนี้จะสอบถาม พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ ส.ส.อ่างทอง พรรคชาติไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสรรหา
นายบรรหาร กล่าวอีกว่า ประเด็นปัญหาอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญว่า มีอำนาจหรือมีช่องทางในการรับคำร้องให้วินิจฉัยเรื่องดังกล่าวหรือไม่ เพราะหากไม่รับวินิจฉัยตั้งแต่แรก เรื่องดังกล่าวคงจบไปแล้ว นอกจากนี้ ต้องไปดูในรัฐธรรมนูญด้วยว่า กกต.จะพ้นจากตำแหน่งได้ในกรณีใดบ้าง อย่างไรก็ตาม คิดว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้วถือว่า ข้อพิพาทดังกล่าวต้องยุติไป ส่วนกรณีที่หลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไปนั้น ถือว่าในระบอบประชาธิปไตย การแสดงความคิดเห็นในเรื่องการตีความของกฎหมายย่อมแตกต่างกันได้
หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาเช่นนี้ ต้องยอมรับ ซึ่งน่าเห็นใจ พล.อ.ศิรินทร์ ธูปกล่ำ ประธาน กกต. ซึ่งส่วนตัวคิดว่า พล.อ.ศิรินทร์ไม่ผิด แต่ผิดที่กระบวนการสรรหา ทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหาและวุฒิสภาต้องชี้แจงเหตุผล
ต่อกรณีใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในเมื่อคณะกรรมการสรรหาออกมาระบุว่า กระบวนการสรรหาถูกต้อง นายบรรหาร กล่าวว่า เมื่อคณะกรรมการสรรหาบอกว่า กระบวนการสรรหาดำเนินการมาอย่างถูกต้อง แต่วุฒิสภาไม่ลงในรายระเอียดว่า กระบวนการสรรหาที่ดำเนินการมานั้นถูกต้องเพียงใด ตรงนี้คือปัญหาที่ต้องมาคิดกันว่า ต่อไปนี้วุฒิสภาต้องวางกรอบลงในรายละเอียดว่า วิธีการสรรหาถูกต้องหรือไม่ เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต
"ผมเห็นใจประธานกกต.มากเหลือเกิน ท่านถูกมา ๒ ครั้งแล้ว ก็อ่วมพอสมควร ผมว่านี่คือการปฏิรูปการเมือง มันต้องมีข้อขัดแย้ง ข้อบกพร่อง แล้วไม่สมบูรณ์ เต็มรูปแบบ ก็ค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งถ้าอะไรไม่ดี ก็ต้องไปแก้รัฐธรรมนูญในอนาคต แต่ตรงนี้ที่เกิดขึ้น คือช่องว่างซึ่งต้องไปแก้ไขกันในอนาคต โดยทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบร่วมกัน" นายบรรหาร กล่าว
ทางด้านนายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.) แถลงถึงท่าทีเครือข่ายองค์กรประชาธิปไตยต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณีกระบวนการสรรหา กกต.ขัดรัฐธรรมนูญ ว่า ประธานวุฒิสภาจะต้องรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากเคยมีเสียงทักท้วงว่า กระบวนการสรรหามิชอบมาตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ด้วยความรุกลี้รุกลนของประธานวุฒิสภา จึงเกิดผลกระทบต่อหลักการสำคัญตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าให้รับผิดชอบโดยการลาออกจากตำแหน่ง แต่ความรับผิดชอบมีหลายช่องทางที่จะดำเนินการได้
นายสุริยะใส กล่าวอีกว่า ตุลากการเสียงข้างน้อย โดยเฉพาะนายปรีชา เฉลิมวณิชย์ กำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาของประชาชนในเรื่องจรรยาบรรณ ซึ่งปกติแล้วจรรยาบรรณของตุลาการรัฐธรรมนูญต้องสูงส่ง แต่การออกมาชี้นำประชาชนให้เข้าชื่อถอดถอนกรรมการสรรหา แม้ว่าจะเป็นสิทธิ์ที่ทำได้ แต่ในฐานะเป็นตุลาการต้องระมัดระวังด้วย เพราะความเห็นของตุลาการฯ จะส่งผลกระทบกระเทือนไปถึงตุลาการคนอื่นๆ ดังนั้น คิดว่า จรรยาบรรณของนายปรีชา บกพร่อง ควรยุติบทบาทและปรับปรุงพฤติกรรมให้เหมาะสม
นายสุริยะใส กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นต้องตำหนิบทบาทหน้าที่ของที่ประชุมใหญ่อธิการบดีมหาวิทยาลัยทั่วประเทศทั้งหมด ๒๘ แห่ง แต่มาประชุมเพียง ๙ คน เลือกเพียง ๔ คนจาก ๙ คนไม่ถึงครึ่งถือเป็นการไม่ให้เกียรติรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่อย่างหละหลวม ดังนั้น ต้องปรับปรุงบทบาทที่ประชุมใหญ่อธิการบดีอย่างจริงจัง ต้องสร้างธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ศรัทธาให้กับองค์กรอิสระ เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ขององค์กร ส่วน กกต.ที่เหลืออีก ๔ คนควรประกาศลาออกแล้วไปสู่กระบวนการสรรหากันใหม่
เลขาธิการ ครป. กล่าวด้วยว่า ต้องมีการตีความเพิ่มเติมจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในกระบวนการสรรหา กกต. โดยต้องวินิจฉัยให้ชัดเจนว่า กกต.พ้นสภาพเพียง ๑ คนหรือทั้งหมด ๕ คน ซึ่งประชาชนยังสงสัย ดังนั้น ต้องหาช่องทางให้วินิจฉัยเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจนและเป็นบรรทัดฐาน และวุฒิสภาควรต้องทำให้เกิดข้อยุติว่า กกต.ทั้ง ๔ คนหมดสภาพไปด้วยหรือไม่ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะหากไปวางกรอบการสรรหา กกต.ใหม่แทน พล.อ.ศิรินทร์ เพียงคนเดียว ขณะที่ ส.ว.ไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิฉัยใหม่และผลออกมาภายหลังว่า พ้นสภาพไปทั้งหมดจะเกิดปัญหาวนเวียนไปจบสิ้น และกกต.จะไม่สามารถทำงานอย่างเต็มที่ได้ ดังนั้น วุฒิสภาต้องทำเรื่องนี้ให้ได้ข้อยุติก่อนที่จะเกิดปัญหาตามมาอีก และเพื่อแสดงสปิริตพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ ประธานวุฒิสภาควรยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเลย ไม่ต้องรอ ส.ว.เข้าชื่อกัน
ด้านนายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานญาติวีรชนพฤษภา ๓๕ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นถือเป็นบทเรียนที่วุฒิสภาต้องนำไปพิจารณาปรับปรุงการทำงานและในฐานะที่วุฒิสภาเป็นดาบสุดท้ายในการสรรหาบุคคลมาทำหน้าที่ในองค์กรอิสระแทนประชาชน ควรจะระมัดระวังมากกว่านี้ เพราะเรื่องนี้เคยมีการทักท้วงก่อนการพิจารณาจะได้ข้อยุติ แต่ไม่รับฟังกัน และเห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญยังมีข้อสับสน ดังนั้น ควรเสนอตีความเพื่อให้เป็นมาตรฐานที่ถูกต้อง. ส.๑๑,๒๑๗-

ที่มา:สำนักข่าวไทย
|
|